ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมเป็นจ้าภาพ สร้างพระสังกัจจายน์ 
                                                                                                                                                                                                                                                                             กลับหน้าหลัก
 
 
 

  ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างพระสังกัจจายน์

       ณ   วัดโพธิ์ศรี  บ้านเดื่อ-บ้านโพธิ์ทอง ต.กุดน้ำใส อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ

วันพุธที่ ๑ มกราคม  พ.ศ. ๒๕๕๗ ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ 

      วัตถุประสงค์การสร้างพระสังกัจจายน์

 คณะกรรมการดำเนินงาน

 พระสุนทรปริยัติกิจ ทีปรึกษาเจ้าคณะอำเภอจัตุรัส        ประธาน

   พระครูปริยัติปัญญาภรณ์  เจ้าคณะอำเภอจัตุรัส     รองประธาน

   พระครูจันทโพธานุวัตร    รองเจ้าคณะอำเภอจัตุรัส       รองประธาน

   พระครูปสุทธิธรรมประสิทธิ์ รองเจ้าคณะอำเภอจัตุรัส    รองประธาน

  พระปลัดบรรพตกาญจนเขต  วัดโพธิ์ศรี        กรรมการ

  พระสมุห์สันติ  เขมจาโร   วัดโพธิ์ศรี     กรรมการ

   พระอธิการมรกต  ฐานํกโร   วัดธาตุโข่ง      กรรมการ

  พระอธิการทองดี   สุวณฺโณ   วัดป่าบ้านตาดธารทิพย์      กรรมการ

 พระครูโพธิธรรมรักขิต  เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี กรรมการสถานที่

คณะกรรมการอุปถัมภ์

นาวาอากาศโท สำราญ คุณแม่วันดี สีทอง 

พันตำรวจเอก มนตรี  นางพรสุรีย์ สีทอง 

นายอภิวัชร์ นางมาลัย สีทอง 

   คณะสงฆ์วัดโพธิ์ศรี   ชาวบ้านเดื่อ-บ้านโพธิ์ทอง ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมเป็นกรรมการ

ขออายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ จงมีแด่ เจ้าภาพ ทุกท่านเทอญ



 

 

 

       
               วัตถุประสงค์การสร้างพระพุทธรูปสังกัจจายน์
xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

           ๑ เพื่อเป็นองค์พระสังฆบูชาแก่มหาชนทั่วไป

   ๒ เพื่อเป็นการน้อมถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เป็นการปฏิบัติบูชา คือการสละทรัพย์ส่วนตน เพื่อสร้างปูนียวัตถุในพระพุทธศาสนา เพื่อยังประโยชน์ให้มหาชน เพื่อการสละทรัพย์ภายนอกให้เป็นอริยะทรัพย์อันจะนำติดตัวข้ามภพชาติไปได้

   เพื่อเป็นการทำบุญชำระหนี้สงฆ์ให้แก่ท่านที่เคยทำผิดพลาดด้วยการ นำของสงฆ์ไปโดยพละการ หรือมีโทษลักของสงฆ์ อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จะได้หย่อนบาป ทอนกรรมลง เพื่อหนทางแห่งพระนิพพาน

   เพื่อเป็นการร่วมสร้างมหาทานบารมี เพื่อหนทางแห่งพระนิพพานของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะอธิษฐานบารมีมาเพื่อดำรงตำแหน่งต่างๆ กันอันได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก อีกทั้งพระสาวก ในความเป็นเลิศด้านอื่นๆ จะได้บรรลุซึ่งหนทางอันปรารถนาไว
   ๕ เพื่อความสามัคคีของหมู่ชนคณะโดยสร้างองค์พระร่วมกัน

   เพื่อการสงเคราะห์ให้กับเหล่าพุทธบริษัทที่อยู่ ณ สถานที่ซึ่งจะประดิษฐานพระสังกัจจารย์องค์นี้ ให้ได้เกิดบุญกุศลตราบนานเท่านาน โดยการสักการะบูชาด้วยอามิสบูชา และปฏิบัติบูชา
            
เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งความดี ซึ่งเทพ พรหม เทวดา ตลอดทั้ง ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ทั้งมวล ซึ่งจะมาชุมนุมกันทำความดี ณ ที่แห่งนนั้น
           
เพื่อบรรเทากระแสความชั่วต่างๆ ด้วยจิตร่วมอันเป็นกุศลของมหาชน และเทพ พรหมทั้งหมด ให้เกิดความผาสุก แก่โลก

           ๙ เพื่อการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติธรรมที่หวังผลในชาติปัจจุบัน บุคคลที่บารมีเข้มข้น และต้องการความดียิ่งขึ้นไป การได้ก่อสร้างถาวรวัตถุในเขตพระศาสนาจะมีผลที่เห็นผลทันตาในภพปัจจุบัน เช่น จะมีมโนมยิทธิญาณแจ่มใสขึ้น อภิญญาญาณต่างๆจะทรงตัว จะมีนิมิตผุดคือไม่ต้องกำหนดผุดมาเองบอกเหตุเองเลย อีกทั้งเป็นการเร่งรัดบารมีให้เข้มข้นขึ้น เพื่อการรวบรัดให้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน

  ๑๐ เพื่อการดำรงพระบวรพุทธศาสนาให้ครบห้าพันพระวัสสา ใน ผืนแผ่นดินไทย และโลกสืบไป

  

 

 

               พระประวัติอนุพุทธประวัติพระสังกัจจายน์ หรือ พระมหากัจจายเถระ

เป็นพระอรหันต์ ในพระพุทธศาสนา พระสังกัจจายน์ เป็นผู้มีปัญญามาก และเป็นผู้เลิศในทางอธิบายธรรม เป็นเลิศในลาภ สักการะ โภคทรัพย์ และเสน่ห์เมตตามหานิยมทั้งปวง

 พระสังกัจจายน์ เดิม เป็นผู้มีรูปกายงดงามสง่า ผิวพรรณสุกใสเปล่งปลั่งดั่งทองคำ  เนื่องจากอานิสงส์ที่เคยถวายทองคำ ก่อสร้างเจดีย์ในชาติปางหนึ่ง  ท่านเกิดในสมัยของพระพุทธเจ้า ณ.กรุงอุชเชนี เป็นบุตรของตระกูล "กัจจายนะโคตร"บิดาเป็นพราหมณ์  เวลาเกิดมีผิวพรรณสุกใสเปล่งปลั่งดั่งทองคำ บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า "กัญจนะ"แปลว่าทองคำ เมื่อเจริญวัย ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ที่วัดเชตะวัน  ในเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล จนบรรลุพระอรหัตผลก่อนบรรพชา และพระพุทธเจ้า ประทานการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา  (คือตรัสว่าจงเป็นภิกษุเถิด)

     ท่านเป็นผู้มีปัญญามาก และเป็นผู้เลิศในทางอธิบายธรรม

ครั้งหนึ่ง พระมหากัจจายนเถระ ได้จาริกเข้าไปในโสเรยยะนคร เพื่อบิณฑบาต

มีกุลบุตรของเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า"โสรเรยยะ" ได้พบเห็นรูปกายอันงามของท่าน  จึงบังเกิดความชื่นชมยินดี และเกิดอกุศลว่า "น่าจะได้พระเถรเจ้าเป็นภริยาของเรา หรือไม่ก็  ขอให้ภริยาของเรา ได้มีสรีระกายงดงามดั่งพระเถรเจ้ารูปนั้น"  ด้วยจิตอกุศลนั้น ทำให้โสเรยยะ กลายเป็นเพศหญิงทันที  ทำให้เกิดความละอาย และหนีเตลิดเปิดเปิงไปถึงเมืองตักศิลาแล้วก็ได้พบกับบุตรของเศรษฐีตระกูลหนึ่ง  ซึ่งยังเป็นโสด มิได้แต่งงาน เมื่อบุตรเศรษฐีได้พบเห็นโสเรยยะ  ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหญิงที่งดงามมาก  จึงเกิดความเสน่หาและขอแต่งงานกับนาง

นางโสเรยยะอยู่กินกับบุตรเศรษฐี จนมีบุตรด้วยกัน 2คน  โดยที่ตนก็ได้มีบุตรแล้ว 2 คน กับภริยาที่โสเรยยะนคร ซึ่งเป็นบ้านเกิดนั่นเอง  ต่อมาโสรเรยยะได้พบกับเพื่อน ซึ่งมาทำการค้าที่เมืองตักศิลา เพื่อนได้แนะนำให้เค้าไปสักการะ พระมหากัจจายนเถระ ซึ่งได้เดินทางมาที่เมืองตักศิลาเช่นกัน หลังจากที่โสเรยยะ ได้เข้าสักการบูชา  และถวายอาหารอันประณีตแก่ พระมหากัจจายนเถระแล้ว ก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านทราบ เมื่อ พระมหากัจจายนเถระได้ฟัง แล้ว  เกิดความสะเทือนใจมาก จึงยกโทษให้นางโสเรยยะ นางโสรเยยะจึงกลับกลายเป็นเพศชายดังเดิม

บุตรเศรษฐี สามีของนางโสเรยยะได้ทราบเรื่องทั้งหมด ก็มีความอาลัยอาวรณ์ ขอร้องให้โสเรยยะ ที่กลับสู่เพศชาย อยู่ด้วยกันต่อไป แต่โสเรยยะเกิดความขมขื่น และเศร้าสลดใจและไม่รู้จะอยู่ในฐานะเเม่และเมียได้อย่างไร จึงไม่ปรารถนาจะครองเรือนอีกต่อไป และตัดสินใจออกบวชไปกับพระมหากัจจายนเถระ ได้นามว่า"พระโสเรยยะเถรเจ้า"

    

 

 

     เรื่องราวนี้ เป็นเหตุให้ พระมหากัจจายนเถระ เกิดความเศร้าสะเทือนใจ ในรูปกายอันงดงามดั่งทองคำของท่าน  จึงอธิษฐานจิต ขอให้มีรูปกายอ้วนท้วน มีพุงยื่นใหญ่ออกมา หาความงามในสรีระไม่ได้เลย อีกสาเหตุหนึ่งที่ท่านอธิษฐานจิต ให้มีรูปกายไม่งาม คือ

 

พระมหากัจจายนเถระ มีรูปร่างดงาม สง่า คล้ายกับพระพุทธเจ้า  จึงได้รับการขนานนามว่า"พระควัมปติเถระ" 
เมื่อออกบิณฑบาต ณ.ที่ใด มนุษย์ และเทวดา  ต่างมาแซ่ซ้องสรรเสริญ

ว่า"ชาวเราเอย ชาวเราเอ๋ย พระบรมครูมาโปรดเราแล้ว"แต่ พระมหากัจจายนเถระ เมื่อได้ฟังคำสรรเสริญ  และถูกยกย่องให้เทียมพระพุทธเจ้า ก็มิได้ยินดี และมิอาจทนทานได้และเห็นว่าเป็นการไม่สมควรยิ่ง จึงอธิษฐานจิตให้มีรูปกายไม่งาม  ปัจจุบันชาวพุทธกราบไหว้ สักการบูชาพระสังกัจจายน์       เพื่อให้บังเกิดความเป็นสิริมงคล
3
ประการคือ

 

 

 

     1. โชคลาภและความอุดมสมบูรณ์  พระสังกัจจายน์ได้รับการยกย่อง  ให้เป็นพระผู้อุดมด้วยโภคทรัพย์  และลาภสักการะเสมอด้วยพระสิวลี

  2. สติปัญญา  เนื่องเพราะพระสังกัจจายน์  ได้รับการยกย่องจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า  เป็นเลิศในทางอธิบายความพุทธภาษิต ท่านเป็นอรหันต์ผู้มีปฎิภาณเฉียบแหลม

  3. ความงามและความมีเสน่ห์ เนื่องจากเพราะก่อนที่ท่านจะอธิษฐานจิตให้รูปร่างเปลี่ยนแปลง พระสังกัจจายน์มีผิวดั่งทองคำและมีรูปงามละม้ายเหมือนพระพุทธเจ้า จนแม้แต่เทพยดา พรหม มนุษย์ทั้งปวงพากันรักใคร่ชื่นชม  พระสังกัจจายน์ หรือ พระมหากัจจายนเถระ เป็นพระอรหันต์ ในพระพุทธศาสนา  เป็นคนละองค์กับพระสังกัจจายน์ของจีน

   พระสังกัจจายน์ ที่พระเศียรท่านจะมีไรผม เป็นตุ่มๆ ในขณะที่พระสังกัจจายน์จีนจะเป็นเศียรโล้นๆ ไม่มีไรผม  พระสังกัจจายน์จีน มือหนึ่งจะถือ สร้อยประคำ แต่พระสังกัจจายน์จะไม่มีสร้อยประคำ

พระสังกัจจายน์จีน จะมีพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส

มีหน้าตาค่อนไปทางจีน และไม่ใช่พระอรหันต์ของพระพุทธเจ้า  แต่เป็นรูปจำลองอีกแบบหนึ่งของพระโพธิสัตว์ ศรีอาริยเมตไตรย  ในคติพุทธศาสนนิกายมหายานแบบจีน

 

 

    ขอขอบคุณ : http://www.oknation.net/blog/someoneinsomewhere/2010/03/02/entry-1

   ขอขอบคุณ : http://talk.mthai.com/topic/20392